READING

ข้อสอบการอ่านมีทั้งหมด 40 ข้อ 3 บทความ โดยจะให้ระยะเวลาในการทำข้อสอบ 60 นาที เนื้อหาของข้อสอบการอ่านจะเป็นบทความจากในหนังสือ หนังสือพิมพ์ โดยอ้างอิงจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง (based on facts)

ข้อสอบการอ่านวัดอะไรจากผู้สอบบ้าง?

ข้อสอบการอ่านนี้ต้องการวัดความชำนาญของผู้สอบหลากหลายด้าน ได้แก่ ความสามารถในการจับใจความสำคัญของเรื่อง การอ่านเพื่อหารายละเอียดของข้อมูล อ่านเพื่อให้รู้จุดประสงค์หรือความรู้สึกของผู้เขียน

รูปแบบข้อสอบมีแบบไหนบ้าง?

1. Table Completion

ให้ข้อมูลมาในรูปแบบของตารางแล้วให้เติมคำลงในช่องว่าง เป็นการวัดความสามารถในการเข้าใจรายละเอียดของข้อมูล

2. Flow Chart Completion

ให้เติมคำลงใน flow chart ให้สมบูรณ์ เป็นการวัดความสามารถในการเข้าใจลำดับขั้นตอน กระบวนการ ต่างๆ

3. Diagram Completion

คำถามรูปแบบแผนภาพ แสดงขั้นตอนการเกิดกระบวนการ ในการปฏิบัติงานใดงานหนึ่ง เช่น กระบวนการทางความร้อน (heat treatment) เป็นต้น โดยให้เติมคำลงในช่องว่างให้สมบูรณ์

4. Yes/No/Not Given หรือ True/False/Not Given แตกต่างกันอย่างไร

ข้อแตกต่างของ Yes/No/Not Given คือเป็นการตอบที่แสดงถึงความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่ง yes คือ ผู้เขียนเห็นด้วยกับเนื้อหาในเรื่องนั้นๆ no คือผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในเรื่อง และ not given คือผู้เขียนไม่ได้กล่าวไว้ในเนื้อเรื่อง ส่วน True/False/Not Given คือ เป็นความจริง (based on facts) ที่เขียนอยู่ในเนื้อเรื่อง, false เป็นคำตอบของข้อมูลที่นำเสนอไม่ถูกต้องผิดจากความจริงที่อยู่ในเนื้อเรื่อง ส่วน Not given คือเป็นข้อมูลที่ไม่ได้กล่าวถึงในเนื้อเรื่อง

5. Matching Heading Questions

รูปแบบคำถามเป็นการให้จับคู่ main idea แต่ละพารากราฟ กับหัวเรื่องพารากราฟนั้นๆ จะวัดความเข้าใจใจความสำคัญของเนื้อเรื่อง (main idea) และรายละเอียดของบทความ

6. Matching Paragraph information Questions

เป็นแต่ละพารากราฟจะมีตัวอักษรหรือตัวเลขโรมันกำกับไว้ โดยจะให้ผู้สอบเลือกว่าข้อมูลแต่ละคำถามอยู่ในพารากราฟใด

7. Matching Sentence Endings

โจทย์จะให้ส่วนท้ายของประโยคมา แล้วจับคู่กับประธานของประโยค

8. Summary Completion Questions

เป็นการเติมคำตอบลงในช่องว่าง (filling in the gaps) โดยเลือกคำจากที่โจทย์กำหนดให้ (in the box) หรือคำจากในบทความ จะวัดผู้อ่านในเรื่องการอ่านหาข้อมูลสำคัญ (main idea) ของเรื่อง รวมถึงข้อมูลเฉพาะ (specific detail) และความเข้าใจชนิดของคำ (part of speech)

9. Sentence Completion Questions

เป็นการเติมคำตอบลงในช่องว่าง (filling in the gaps) โดยเลือกคำจากในบทความ วัดความสามารถในการเข้าใจข้อมูล (information)ที่มีในบทความ และความเข้าใจชนิดของคำ (part of speech)

10. Multiple Choice Questions

วัดความสามารถการจับข้อมูลเฉพาะ (scanning skill) เช่น ตัวเลข วันที่ สถานที่ ศัพท์เฉพาะ หรือชื่อคน ฯลฯ และความเข้าใจข้อมูลที่อยู่ในบทความ

11. List Selection

เป็นโจทย์ที่กำหนดเป็น list ของกลุ่มคำ ชื่อคน ชื่อองค์กรสำคัญ และให้จับคู่กับข้อมูลในโจทย์

12. Short Answer Questions

เป็น WH-questions ที่ให้ตอบเป็นลักษณะคำ หรือกลุ่มคำสั้นๆ

ข้อสอบการอ่านมีเวลาในการตรวจข้อสอบหรือลงคำตอบในแผ่นกระดาษคำตอบเหมือนอย่างข้อสอบการฟังไหม?

ผู้สอบจะไม่มีเวลาในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นการจัดการเรื่องของเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการทำข้อสอบ Reading

 

ควรจัดการเวลาอย่างไรในการทำข้อสอบการอ่าน ?

ข้อสอบส่วนใหญ่จะเรียงลำดับจากง่ายไปยาก เพราะฉะนั้นผู้สอบสามารถแบ่งเวลา ได้ดังนี้

15 นาที สำหรับข้อสอบชุดแรก

20 นาที สำหรับข้อสอบชุดที่สอง

25 นาที สำหรับข้อสอบชุดที่สาม